การบริหารความเสี่ยงกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ในโลกยุค Covid 19

การระบาดของไวรัส Covid 19 ได้สร้างวิกฤตต่อระบบเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของโลกและของไทย ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อทุกกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สามารถใช้วิกฤติจากการระบาดของไวรัส Covid 19 ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัว ปรับรูปแบบธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน Upskill & Reskill การทำการตลาดในช่องทางใหม่ ๆ การปรับเปลี่ยนระบบการผลิต เทคโนโลยี เครื่องจักร การสร้างนวัตกรรม เป็นต้น พัฒนาให้สอดคล้องกับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ “New normal” แต่ทั้งนี้การดำเนินธุรกิจอยู่รอด การพัฒนาและบริหารจัดการองค์กรให้มีความยั่งยืน จะต้องคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงขององค์กรที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ในบทความนี้จะอธิบายถึง ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กับการระบาดของ Covid 19 และแนวโน้มของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์หลังโลกยุค Covid 19 เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางการปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละบริษัท เพื่อพลิกโฉมธุรกิจหลังวิกฤตโควิด-19 และเพื่อการพัฒนาองค์กรให้มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
กับการระบาดของ Covid 19

การระบาดของ Covid 19 ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การบริการ พฤติกรรมลูกค้า การเงิน การขนส่งต่าง ๆ เป็นต้น หลายธุรกิจถูกผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม การบิน หลายธุรกิจได้รับโอกาสในการเติบโต เช่น อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ระบบออนไลน์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น moody’s investors service ได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อยจากการระบาดของ Covid 19 แต่ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่มีความพร้อม มีการบริหารความเสี่ยงและความสามารถในการปรับตัว จะปรับเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างรวดเร็วและได้รับผลกระทบน้อยกว่าองค์กรที่ไม่ได้เตรียมตัว

 

ความเสี่ยง คือ โอกาสที่จะเกิดความเสียหาย ความผิดพลาด ความสูญเปล่า หรือการกระทำหรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น อันเกิดภายใต้ความไม่แน่นอนของสถาณการณ์ต่าง ๆ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการปฏิบัติงาน การผลิต การเงิน การบริหารงานและบุคคลต่าง ๆ การประเมินความเสี่ยงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยให้องค์กร สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับวิกฤติหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การประเมินความเสี่ยงจึงเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารธุรกิจ โดยในการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการระบุความเสี่ยง การประเมิน ควบคุมดูแลและทบทวนความเสี่ยงเป็นประจำ ถือเป็นการบริหารงานเชิงรุกที่องค์กร บริษัทต่าง ๆ ต้องทำและนำมาปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรทำได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ความเสี่ยงสามารถจำแนกได้หลายลักษณะได้แก่

  • ความเสี่ยงทางการเงิน
    เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเงิน งบประมาณ กระแสเงินสด การลงทุน สภาพคล่องและความน่าเชื่อถือทางการเงิน เสถียรภาพทางการเงินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เป็นต้น
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ
    คือความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงาน การสื่อสาร เทคโนโลยี อุปกรณ์ ทักษะและความพร้อมของบุคลากร ฯลฯ เป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการขาดขั้นตอน วิธีการ การกำกับดูแลที่ดี หรือขาดการปฏิบัติ การตรวจสอบ การอบรม การแบ่งหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจถึงขั้นตอน วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือขาดทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินงาน และที่สำคัญคือขาดแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อรองรับต่อภาวะฉุกเฉิน ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเช่น การประสบอุบัติเหตุ การติดเชื้อไวรัส Covid 19 ในสถานประกอบการ เป็นต้น
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามระเบียบ และกฎหมาย
    ความเสี่ยงที่สถานประกอบการต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมายและข้อกำหนดของรัฐบาล มาตรฐานสากล เช่น ระเบียบ กฎหมาย พระราชกฤษฎีกา ระเบียบข้อบังคับ ข้อกำหนดของทางการ ข้อกำหนดทางการค้า การกีดกันทางการค้า นโยบายของรัฐ สัญญาและการผิดสัญญาข้อผูกพัน การขาดการรายงานตามกฎต่าง ๆ หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎต่าง ๆ ที่ได้ระบุเอาไว้ เป็นต้น
  • ความเสี่ยงที่เกิดใหม่
    เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในปัจจุบันยังไม่ปรากฎชัดเจน สาเหตุอาจจะมาจากสภาวะแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี ค่านิยม การพัฒนานวัตกรรม การดิสรัปชันของอุตสาหกรรม เป็นต้น ความเสี่ยงประเภทนี้จะระบุได้ยากแต่สามารถคาดการณ์ได้จากการติดตามข้อมูลข่าวสาร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี บริบททางสังคม กฎหมายต่าง ๆ ฯลฯ และเมื่อเกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงจะส่งกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ สถานประกอบการต้องติดตามและรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น เกี่ยวข้องพร้อมทั้งแสวงหาแนวทางการแก้ไข การปรับเปลี่ยน การหลีกเลี่ยง ผลกระทบที่มีต่อองค์กรอย่างประจำ สม่ำเสมอ และทันต่อเวลาและสถานการณ์
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
    ความเสี่ยงที่เกิดจากการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ของสถานประกอบการ ที่อาจจะไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เช่น เศรษฐกิจ สังคม สถานการณ์โลก กลไกตลาด แผนการค้า หรือวิธีการ การกำกับดูแลหรือขั้นตอนการปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม โครงสร้างองค์กร แผนการค้า ทรัพยากรและสภาพแวดล้อมไม่สอดคล้องกับเป้าหมายและแผนกลยุทธ์ การขาดความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การขาดแผนกลยุทธ์ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ขาดการทบทวน การกำกับดูแล การติดตามแผนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่ปรับเปลี่ยน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม
    ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการด้านความปลอดภัย ชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม การจัดการอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน เช่น ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยภายในองค์กร การแต่งกาย อาคารหรือสถานที่ แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ ฝุ่น ไอระเหย ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนด เป็นต้น

จากข้อมูลความเสี่ยงพื้นฐานที่ได้กล่าวมา มาผสานกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กับยุค covid 19 จาก บริษัท Simon-Kucher , smithers , printing impressions และ Mckinsey & Company สามารถสรุปเป็นรูปแบบและแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ในโลกยุค Covid 19 ตัวอย่างดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 1 ความเสี่ยงและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

จากตัวอย่างข้อมูลพบว่า การลงทุนต่าง ๆ อาจมีการชะลอตัว แต่ยังมีการลงทุนโดยเลือกเทคโนโลยีที่จำเป็นและสอดคล้องกับ การผลิต พฤติกรรมและสภาพสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป การพัฒนานวัตกรรม การพิมพ์ตามสั่ง การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สาธารณะสุข การตลาดสมัยใหม่ การผลิตที่รวดเร็ว เป็นต้น ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและข้อมูลแนวโน้มของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์หลังโลกยุค Covid 19 ผู้ประกอบการต้องทำการศึกษาข้อมูล ปรับตัวเพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 

แนวโน้มของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์หลังโลกยุค Covid 19

อุตสาหกรรมการพิมพ์ จากรายงาน Print Media Global Market Report 2021: COVID 19 Impact and Recovery to 2030 ของ reportlinker ได้รายงานถึงการเติบโตของตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลก (หนังสือ นิตยสาร วารสาร ไดเร็กเมล์ ฯลฯ) จะเติบโตจาก 287.87 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 เป็น 313.28 พันล้านดอลลาร์ในปี 2564 มีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 8.8% และคาดว่าจะสูงถึง 342.81 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 มีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 2% , จากแนวโน้มที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มสูงมากขึ้นและได้มีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้ ส่งผลให้มีข้อมูลขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนผสาน จึงมีการนำเอากระบวนการวิเคราะห์ ( Big Data Analytics) มาใช้เพื่อช่วยให้สำนักพิมพ์และบริษัทโฆษณาสามารถศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค นำผลมาพัฒนาการทำการตลาด การวางแผนและการประชาสัมพันธ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดทำโฆษณาสินค้าส่งเสริมการขายปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม ผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้น E-commerce / Retail การวางแผนการผลิต การจัดการสินค้าคงคลังและความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นต้น ในช่วงการระบาดของไวรัส Covid 19 ได้ส่งผลต่อตลาดสื่อสิ่งพิมพ์บางแห่งเนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ ได้หยุดชะงัก คาดว่าความต้องการหนังสือแบบกระดาษจะลดลง 2.8 % แต่ยอดขาย eBooks ในสหรัฐอเมริกาและ ยุโรปจะเพิ่มขึ้น 11.7 %

Cloudprinter.com ได้ทำการศึกษาผลกระทบของการระบาดของไวรัส Covid 19 กับอุตสาหกรรมการพิมพ์และ e-commerce การระบาดดังกล่าวได้สร้างวิกฤตและโอกาสในหลาย ๆ กลุ่มอุตสาหกรรม พฤติกรรมของคนได้ปรับเปลี่ยนไป มีการซื้อขายออนไลน์มากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การล็อกดาวน์พื้นที่ส่งผลต่อช่องทางการจัดจำหน่ายและห่วงโซการผลิตทั่วโลกได้หยุดชะงัก ในขณะที่ความต้องการสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มีจำนวนเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้มีการกระจายการผลิตสู่โรงพิมพ์ในพื้นที่หรือโรงพิมพ์ SMEs ถ้าโรงพิมพ์ดังกล่าวมีการพัฒนาการผลิตที่ได้มาตรฐาน จะสร้างโอกาสในการผลิตสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ได้ หรือการใช้ระบบอัตโนมัติ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ การวางแผนการผลิต เครื่องจักร วัตถุดิบ จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสของคนงานต่าง ๆ ได้ เป็นต้น

บริษัท Jellyfish เจ้าของ magazine.co.uk และ Pocketmags.com ได้นำเสนอบทความเรื่อง Magazine subscriptions boom amid the COVID-19 crisis กล่าวถึง การสมัครเป็นสมาชิกนิตยสารประเภทสิ่งพิมพ์เพิ่มสูงมากขึ้นตั้งแต่มีการล็อกดาวน์พื้นที่ เนื่องจากต้องกักตัวเองอยู่แต่ในที่พักอาศัย ทำให้มีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้น ความต้องการพัฒนาทักษะและความรู้ใหม่ ๆ ความบันเทิง ผ่อนคลาย จำนวนครั้งที่ถูกเข้าชมในหมวดด้าน เด็ก บ้านและสวน และสตรี เพิ่มสูงขึ้น 502% 403% และ 325 % ตามลำดับ

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ บทความเรื่อง COVID-19’s Impact on the Packaging Industry ของ play and plug ได้กล่าวว่าก่อนการระบาดของไวรัส Covid 19 เป้าหมายของอุตสาหกรรมคือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ซ้ำและย่อยสลายได้ได้ชีวภาพ การเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มถ้าสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่จากเมื่อมีการระบาด ได้มีความกังวลใจเกี่ยวกับสุขอนามัยและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ การแพร่กระจายของไวรัสความกังวลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ ส่งผลให้การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนได้หยุดชะงักลงชั่วคราว มีการเติบโตของดิจิตอลพริ้น e-commerce และการเพิ่มขึ้นของการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จะต้องทำการปรับสมดุลเป้าหมายของการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยด้วย สอดคล้องกับบทความเรื่อง Shaping the next normal of packaging beyond COVID-19 ของ Mckinsey & Company ที่ได้กล่าวถึงการให้คำนิยามใหม่ของพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงข้อกังวลด้านสุขอนามัย ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ E-commerce กับ e-channels ที่ส่งผลต่อบรรจุภัณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงการขนส่ง มีความแข็งแรงมากกว่าเดิม และต้องรองรับกับระบบคงคลังสินค้าอัตโนมัติ รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคปรับเปลี่ยน การใช้จ่ายที่รอบคอบ จะซื้อเท่าที่จำเป็น ผ่านช่องทางที่สะดวกและไม่แพง เป็นสินค้า Fast-moving consumer goods หรือ FMCG ที่จำหน่ายเร็วและมีต้นทุนต่ำ ใช้แล้วหมดไป เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำ ยา ของเล่น อาหารสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องมีความสามารถในการปรับตัวและยืดหยุ่นในการผลิตที่เหมาะสมกับสินค้าประเภท FMCG เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตสินค้าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเปลี่ยนง่าย ผลิตได้อย่างรวดเร็ว ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของผู้บริโภค การทำงานวิจัยร่วมกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการวางแผนการผลิต

การระบาดของไวรัส Covid 19 ผสานกับการประยุกต์การผลิตบรรจุภัณฑ์ ดิจิตอลพริ้น และ e-commerce ได้ส่งผลกระทบเชิงบวกให้กับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากมี “ความต้องการใหม่” ของผู้บริโภค ที่ผู้ผลิตจะต้องทำการบ้านเพื่อพัฒนาการผลิตให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าและความต้องการใหม่ ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น การระบาดของไวรัส Covid 19 ทำให้บางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกกฎการห้ามใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งและห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ซ้ำเป็นการชั่วคราว ในขณะที่ประเทศไทย มีการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติก 15 % เป็นช่วงเวลาสร้างความสมดุลระหว่างความกังวลใจด้านสุขอนามัยกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน.

Packaging Digest ได้ออกบทความเรื่อง COVID-19 and the New Future of Packaging เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสและอนาคตใหม่ของบรรจุภัณฑ์ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภค การสร้างโอกาสในการพัฒนาวิธีการซื้อสินค้าที่สะดวก ยั่งยืนและปลอดภัย โดยได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

  1. e-commerce การเพิ่มขึ้นของการซื้อขายออนไลน์ ส่งผลให้มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มมาก ขึ้น บรรจุภัณฑ์ต้องเปิดง่ายและมีขนาดที่สะดวกต่อการขนส่ง ปกป้องสินค้าและเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อมวลชน
  2. Rise of touchless ในขณะเกิดการระบาดผู้บริโภคจะหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสกับสินค้า มีการซื้อสินค้าไปทำที่บ้าน รูปแบบบรรจุภัณฑ์จะต้องสวยงาม ทนทานต่อการงัดแงะแต่สามารถเปิดได้ง่ายเพื่อให้การเตรียมอาหาร สะดวก ง่ายและปลอดภัย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่รองรับการจ่ายเงินที่สะดวก ใช้เทคนิคทางการพิมพ์เพื่อเพิ่มให้บรรจุภัณฑ์มีความโดดเด่นและรองรับการรีไซเคิล
  3. Evolution of restaurants. วิวัฒนาการของร้านอาหาร เนื่องจากผู้คนบางส่วนต้องการบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการทำอาหารที่บ้าน แต่ไม่สะดวกที่จะออกมาทานอาหารที่ร้านอาหาร จึงเกิดความท้าทายสำหรับร้านอาหารที่ให้บริการแบบการซื้อกลับบ้านหรือการจัดส่งอาหารที่ต้องรวดเร็ว ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย เป็นอีกหนี่งโอกาสในการพัฒนาโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์สำหรับร้านอาหารที่ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ สะดวก ปลอดภัย เปิดง่าย ป้องกันการเปิด รวมไปถึงความสามารถในการแช่เย็นและอุ่นด้วยไมโครเวฟ
  4. Trading up or down เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนการใช้สินค้าจาก brand-name products เป็น “Private Label” หรือ “House Brand” เป็นสินค้าเฉพาะ ของร้านค้าปลีกนั้นๆ โดยอาจจะผลิตขึ้นโดยห้างเอง หรือมีผู้ผลิตแบบ OEM เป็นสินค้าที่เน้นความคุ้มค่าด้านราคา เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลูกค้าใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่นสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมทาผิว เป็นต้น การผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับ Private Label เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการผลิตบรรจุภัณฑ์/ฉลากที่มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม หรือเป็นการผลิตแบบ on-demand label เป็นต้น

 

การระบาดของไวรัส Covid 19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างรวดเร็วทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี ทักษะและตลาดแรงงาน การตลาด เป็นต้น ทำให้ธุรกิจหลายประเภทไม่สามารถแข่งขันหรืออยู่รอดได้หากยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจรูปแบบเดิม ผู้ประกอบการต้องมีการทบทวน การวางแผน และเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม (Transformative) ในแผนงานด้านต่าง ๆ การบริหารจัดการ การผลิต การลงทุน การตลาด ประเมินและบริหารความเสี่ยง ฯลฯ เพื่อให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง พลิกโฉมธุรกิจหลังวิกฤตโควิด-19 โดยการกำหนดทิศทางใหม่ของธุรกิจ การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ การปรับองค์กร ปรับโครงสร้าง ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงองค์กรสร้างความยั่งยืนในโลกยุค Covid 19

บทความโดย
ผศ.ดร.พิชิต ขจรเดชะ

ภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี