มองธุรกิจการพิมพ์จากโลกก้าวกระโดดสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ภายหลังจากโลกได้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นจักรสำคัญในการเปลี่ยนแปลง จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญเลยทีเดียว ในยุคเริ่มต้นมนุษย์ดำรงค์ชีพด้วยสองมือ หากจะมีใครบางคนเติมความคิดเข้าไปในการทำงาน ให้เกิดความเร็วขึ้น ง่ายขึ้น ถือได้ว่าเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านไป มนุษย์เริ่มคิดหาเครื่องมือที่จะใช้ในการทุ่นแรงคนในการทำงานทำให้เร็วขึ้นง่ายขึ้นเหมือนกันนั้นอาจจะเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมก็ว่าได้ จากการเริ่มต้นด้วยกลไกง่าย ที่ทำด้วยมือก้าวเข้าสู่ เครื่องมือที่เป็นจักรกล ที่อาศัยการทำงานด้วยพลังงานอื่น เช่น น้ำมัน หรือไฟฟ้า ช่วงกลางนี้จะถือได้ว่าเป็นช่วงที่มีระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควร อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการก้าวผ่านจากยุคเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เมื่อมองย้อนมายังอุตสาหกรรมการพิมพ์ จากยุคแรกที่ใช้มือล้วนๆในการผลิตผลงานด้วยการขูด ขีด เขียน หรือการ ปั๊มการกด เข้ามาสู่การใช้เครื่องจักร ในการทำงาน ซึ่งเป็นการทำงานด้วยกำลังแรงคนเป็นสำคัญ หลังจากนั้น ก็เข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในยุคระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีระบบไฟฟ้า ระบบสายพานเข้ามาช่วยให้อุตสาหกรรมเกิดความคล่องตัวมากขึ้นอาจจะเรียกได้ว่าเข้าสู่ยคุแห่งความเจริญรุ่งเรื่องของคนรุ่นนั้น ด้วยการค้าขายเฟื่องฟู

แต่มนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น การสร้างนวัตกรรมคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงจนมาถึง ทศวรรษ 1960 มีการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ เพราะมีพัฒนาสารกึ่งตัวนำ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ และในทศวรรษ 1970,1980 มีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และในทศวรรษ 1990 มีการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม 3.0 สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์นั้น ยุคนี้จะเรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรื่อง ธุรกิจถูกเชื่อมต่อการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยระบบการทำงานที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ สมบูรณ์แบบ ความคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูง พร้อมกับการพัฒนาความเร็วของอินเตอร์เน็ต ที่มีความเร็วสูง ในระดับ 3G

https://www.spectralengines.com/articles/industry-4-0-and-how-smart-sensors-make-the-difference

ความพร้อมของเทคโนโลยีที่นำสมัยได้นำความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งมาสู่การดำรงค์ชีวิตของผู้คนในทุกมุมโลก ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วและฉับพลันเรียกเหตุการณ์นี้ว่า disruptive technology หรืออาจจะเรียกว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่เพื่อที่จะจัดการทำลายล้างเทคโนโลยีเก่าอย่างสิ้นเชิง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 การเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันและรุนแรงซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างทางสังคมเป็นอย่างมาก หัวใจสำคัญในครั้งนี้ ก็มาจากการมีพัฒนาการที่สูงของเทคโนโลยีทั้งสองอย่าง คือการมีระบบคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพด้านการประมวลผลที่มีระดับความเร็วที่สูงระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (SUPER COMPUTER) สามารถจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะเห็นได้ชัดจาก การคิดค้น วัคซีน ไวรัสโคโรนา (COVID-19) ซึ่งในอดีตนั้นการคิดค้นหาวัคซีนแต่ละชนิดค่อนข้างใช้เวลานานในการ คิดค้นและทดลอง อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี แต่สำหรับ วัคซีน ไวรัสโคโรนา (COVID-19) นั้นมีการค้นพบและนำมาใช้ภายในหนึ่งปีครึ่งโดยเฉลี่ย หรือเร็วกว่านั้น เหตุผลที่ทำได้เช่นนี้ก็เนื่องจาก ศักยภาพของระบบประมวลผลการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงนั้นเอง ในส่วนนี้ จึงเรียกว่า BIG DATA คือการมีข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถนำมาในการวิเคราะผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนี้อยู่ภายใต้ การทำงานของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งเป็นที่มาของเทคโนโลยีอื่นๆอีกมากมาย เช่นวิทยาการหุ่นยนตร์ ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เครื่องพิมพ์สามมิติ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ หรือการเกิดอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) เป็นต้น

https://pixabay.com/th

อุตสาหกรรมในยุคนี้ซึ่งเรียกว่า Industry 4.0 ประกอบไปด้วยหัวใจหลักๆดังนี้

  • หุ่นยนต์อัตโนมัติ ช่วยในการผลิต (Autonomous Robots)
  • การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (Simulation)
  • การบูรณาการระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (System Integration)
  • การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับสิ่งของ จนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ (Internet Of Things)
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Cybersecurity)
  • การประมวลผล และการเก็บข้อมูลระบบออนไลน์ (Cloud computer)
  • การขึ้นรูปชิ้นงานด้วยเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing)
  • เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ผ่านอุปกรณ์ 3 มิติ (Augmented Reality) AR
  • ข้อมูลขนาดใหญ่ มีการเก็บบันทึก และจัดเก็บการค้นหา และการแบ่งปัน (Big data)

ที่เรียบเรียงมาให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาเศรษกิจและสังคมในยุคสมัยต่างๆนั้นเพื่อที่จะให้เราได้มองเห็นว่าแต่ละยุคสมัยนั้นมันขับเคลื่อนกันอย่างไร มีอะไรเป็นจักรสำคัญในแต่ละช่วงการเปลี่ยนผ่าน และวิเคราะดูว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นมันกระทบกับชีวิต กับธุรกิจของเราอย่างไรและเราได้ศึกษาวิเคราะห์และแก้ไขไปในแนวทางใดบ้าง จะเห็นได้ชัดว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งที่ หนึ่ง และสองนั้นไปอย่างช้าๆตามการพัฒนาเทคโนโลยี ขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่การปฏิวัติในครั้งที่สามและสี่นี้ย่นระยะเข้ามาใกล้กันมาก ซึ่งถือได้ว่ามันเกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงชีวิตของคนในยุคนี้เลยโดยเฉพาะช่วงที่สามมาสีนี้จะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เกิดการก้าวกระโดดก็ว่าได้ หลายๆอย่างมันเปลี่ยนไปแทบจะตามไม่ทัน บางสิ่งมันหายไปกับชีวิตของเราไปเลย และมีบางสิ่งเกิดขึ้นมาทดแทนและยังสามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้าน

ปัจจุบันแม้ว่าเราจะได้ประสบกับสิ่งต่างๆมากมายอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ถ้าจะนับตั้งแต่การคิดค้นให้มีอุปกรณ์ คิดคำนวณ หรือการหาพิกัดแผนที่ ก็จะเริ่มต้นในช่วงปี คศ.1833 หลังจากนั้นการพัฒนาก็ไม่เคยหยุด จากเครื่องที่ใหญ่โตขนาดเท่าห้องทำงาน ก็พัฒนามาจนเหลือเพียงแค่ปลายนิ้วมือเราหรือเล็กกว่านั้น จากการประมวลผลแบบธรรมดาก็ก้าวมาสู่การประมวลผลที่เร็ว และเร็วมาขึ้น ที่เรียกว่าสุดยอดของความเร็วเรียกว่า Supercomputer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง สามารถใช้งานได้จำนวนหลาย ๆ คน นำมาใช้ในการคำนวณที่ซับซ้อนเช่นการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ การบิน อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นต้นรวมทั้งพบมากในวงการวิจัยในห้องปฏิบัติการต่างๆ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1960 และในปัจจุบันนี้มีระบบ Supercomputer ที่ติดตั้งอยู่ที่ Oak Ridge National Lab ของ US Department of Energy ใน Tennessee ซึ่งมีความเร็วสูงถึง 200 Petaflops หรือทำการประมวลผลได้ 200,000 ล้านล้านครั้งในเวลาเพียง 1 วินาที ซึ่งถือว่ามีความเร็วสูงกว่า Sunway TaihuLight ถึง 60% และเร็วกว่า Titan กันเลยทีเดียว ความเร็วที่ว่านี้จะมีผลโดยตรงต่อการทำงานที่สั้นลงในทุกขบวนการ ทำให้มีผลต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ที่ยกตัวอย่างจากการผลิตวัคซีนในเบื้องต้น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ในอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยเทคโนโลยี Quantum computer ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างทดลองคิดค้นกันอยู่ในห้องแลป เมื่อสิ่งนี้สำเร็จแล้วจะเปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างง่ายๆจากการคิดคำนวนสิ่งต่างๆในห้องปฏิบัติการ จากเดิมอาจจะต้องใช้เวลาเป็นพันๆปี จะรวบเหลือไว้ไม่กี่นาที สิ่งนี้จะเข้ามา disruptive technology digital ได้เลย

จากที่ได้กล่าวถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ที่เข้ามามีผลกระทบโดยตรงกับอุตสาหกรรมหลากหลายไม่เว้นแม่แต่อุตสาหกรรมการพิมพ์ เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถแก้ไขหาทางออกได้ในหลายวิธี สำหรับอุตสาหกรรมใหญ่นั้นเขามีระบบ มีงบประมาณรองรับการปรับเปลี่ยน ซึ่งก็ไม่น่าเป็นห่วง ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดเล็กจำเป็นจะต้องหาทางปรับเปลี่ยนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง อย่าคิดว่าบางสิ่งบางอย่างมันไม่เกี่ยวกับเรา แต่สุดท้ายทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นจะกระทบกับธุรกิจของเราจนได้ อยากจะฝากแนวคิดในการปรับตัวไว้ที่ควรคำนึงถึงและสามารถทำได้เลยดังนี้

  • Creative ความคิดสร้างสรรค์
  • Innovative นวัตกรรม
  • Networking เครือข่าย
  • Cooperation ความร่วมมือ
  • Digital marketing การตลาดดิจิทัล

ขอขยายความเพิ่มเติมพอเป็นสังเขปดังนี้ Creative ความคิดสร้างสรรค์ ในความคิดสร้างสรรค์นี้ไม่ได้ใช้สำหรับการตกแต่งความสวยความงามเท่านั้น มันสามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ระบบการทำงานของเรา ให้มีความใหม่ ความคล่องตัว การปรับระบบการทำงานให้กระชับลง หรือแม้กระทั้งนำมาใช้ในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยตรงก็ได้ ให้มีความแปลกใหม่ให้ทันยุคสมัยที่กับปัจจุบัน Innovative นวัตกรรม ในทุกกิจการเราสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเป็นเฉพาะของเราได้ การมีนวัตกรรมจะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆในการทำงาน การคิดระบบการทำงานแบบใหม่ หรือการคิดสิ่งของใหม่ๆขึ้นมาใช้เอง เพื่อที่จะทำให้งานเขาเรามีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นนวัตกรรมที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องก็ สามารถที่จะเพิ่มมูลค่าของงานเราให้สูงขึ้น Networking เครือข่าย ในการทำงานปัจจุบันนี้เราไม่สามารถที่จะทำงานโดยเอกเทศได้แล้วจำเป็นที่จะต้องมีเครือข่ายในการทำงาน เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและลดรายจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง ถ้าหากสามารถพัฒนาเครือข่ายไปสู่อีกระดับหนึ่งได้ก็จะเป็นการดี คือยกระดับเป็น Cooperation ความร่วมมือ อันนี้ก็สำคัญมากสำหรับธุระกิจขนาดเล็ก เราไม่จำเป็นจะต้องมี หรือสร้าง ของบางสิ่งบางอย่าง หรือระบบงานบางอย่างทั้งหมดขึ้นมาได้ เมื่อตลาดมันแคบลงสิ่งแรกที่ต้องทำคือปิดระบบงานที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือใช้ต้นทุนสูงลง มองหาความร่วมมือเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกัน จากเดิมที่เคยผลิตงานทั้งระบบ แต่มีงานหลังพิมพ์ไม่เชี่ยวชาญ แต่มีค่าใช้จ่ายสูง จำเป็นต้องมองหาคู่เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทหรือหลายๆบริษัทนั้นอยู่รอดและเติบโตไปด้วยกัน และมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากในโลกปัจจุบันนี้ คือ Digital marketing การตลาดดิจิทัล สำหรับการอยู่รอดในปัจจุบันที่ไม่ได้ยึดการมีหน้าร้านเหมือนในอดีตคนทำธุรกิจจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เข้าใจการตลาดยุคใหม่ให้ได้ซึ่งเรียกว่าการตลาดดิจิทัล สิ่งที่มากับความเป็นดิจิทัลคือ ความเร็วและแรง บริบทของการตลาดนั้นมีมากมาย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงการทำการตลาดในสองสามเรื่องดังนี้คือ Branding marketing, Personalized Marketing, Content Marketing พูดไปในภาพรวมก็คือ การทำการตลาดในยุคปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีเอกลักษณ์มีความเป็นตัวตนของเราเพื่อสร้างการจดจำต่อลูกค้าหรือคนภายนอก และในการตลาดในยุคที่มีการแข่งขันกันสูงนี้ มีรูปแบบการทำการตลาดที่เรียกว่าการตลาดแบบรายบุคคลหรือการตลาดรู้ใจเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของลูกค้าเพื่อเป็นการสร้างความประทับใจจะนำมาซึ่งการจดจำต่อไป ในส่วนนี้ นักการตลาดจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจในเชิงจิตวิทยาเป็นอย่างสูง และการเข้าถึงบุคลลนี้ ความสำคัญหนึ่งที่จะมัดใจลูกค้าได้ คือ การให้บริการที่ดี หรือใส่ใจในทุกปัญหาของลูกค้า และสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ Content Marketing การทำการตลาดประเภทนี้ก็ ไม่ได้ง่ายอย่างที่เข้าใจกัน มันมีขั้นตอนขบวนการมากมาย ไม่ใช่สักแต่ว่าได้ทำซึ่งนั่นก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย คอนเทนต์ที่ดีต้องนึกถึงคุณค่าที่ผู้รับหรือลูกค้าจะได้รับ การสร้างจะต้องมีกลยุทธ์ในการสร้างถึงปประสบความสำเร็จ ในกลยุทธ์ ประกอบไปด้วยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ Awareness ทำให้คนรับรู้ Interest ทำให้คนสนใจ Engagement ทำให้คนเริ่มเข้ามามีปฎิสัมพันธ์ Consideration ทำให้คนพิจารณาเราให้เข้าไปอยู่ในใจ Conversion ทำให้คนตัดสินใจซื้อ Sales Repetition ทำให้ซื้อซํ้า Advocacy ทำให้บอกต่อ

จากที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นนั้นเป็นการผสมผสานต่อเชื่อมเรื่องราวในอดีตเพื่อให้มองเห็นปัจจุบันและอนาคต การมีวิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อทุกธุรกิจ การมองเห็นอนาคตจะทำให้เราเดินต่อไปได้ในทุกการเปลี่ยนแปลง

บทความโดย
ผศ.บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์

Media Arts KMUTT