ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ...สู่เมกะเทรนด์

Trends Transforming in The Print & Pack Industry

 

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 ทำเอาหลายธุรกิจต้องหยุดชะงักงันได้รับผลกระทบกระเทือนไม่มากก็น้อยแตกต่างกันไป นอกจากนี้ไตรมาสแรกของปียังเกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย ทำให้สายโซ่อุปทานอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการใช้วัตถุดิบจาก 2 ประเทศนี้เกิดขาดแคลนและมีต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ต่างๆ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด สะท้อนได้จากสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจหลายสำนักทั้ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยปีนี้ลดเหลือประมาณ 3.3 – 3.5% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ปลายปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนกระแสเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2564 มีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 1.4 – 1.5 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2565 นี้จะเติบโตต่อเนื่องไม่มากกว่าร้อยละ 5 ถึงแม้ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์จะเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ แต่ก็มีความจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การก้าวสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หนึ่งในแนวทางการปรับตัวก็คือการเข้าใจถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก ในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจประเด็นหนึ่งที่จะต้องนำมาวิเคราะห์คือบริบทการพัฒนาตามแนวโน้มกระแสการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในระดับโลกที่เรียกว่า “Global Megatrend” โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งนี้ประเด็นแนวโน้มกระแสโลกที่มีนัยสำคัญกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมีหลายประเด็น แต่ในบทความนี้จะหยิบยกมาเพียง 4 ประเด็นที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สามารถนำมาปรับใช้เป็นประโยชน์ต่อยอดในการดำเนินธุรกิจ

 

ปฎิวัติธุรกิจด้วยโลกดิจิทัล (Digital Revolution)

ในหลายปีที่ผ่านมาธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบอย่างมากจากคลื่นกระแสดิจิทัล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยสะท้อนจากยอดการผลิตและมูลค่าการค้าที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่ารูปแบบธุรกิจหนังสือพิมพ์และนิตยสารนั้นต้องการขายเนื้อหาที่มีความรวดเร็วในการเผยแพร่ ดังนั้นเมื่อมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีความรวดเร็วกว่าแพลตฟอร์มสิ่งพิมพ์ เนื้อหานั้นก็จะต้องเคลื่อนย้ายไปยังแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้มากกว่านั้นเอง จะเห็นได้ว่าในกรณีของหนังสือ นวนิยาย และเรื่องสั้นต่างๆไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเท่าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร แต่อย่างไรก็ตามหากมองกระแสดิจิทัลที่เข้ามากระทบต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์อย่างเป็นบวก จะเห็นได้ว่าเราสามารถที่จะต่อยอดสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ด้วยความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างหลากหลายรูปทีเดียว รูปแบบหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างมากคือ เครื่องพิมพ์ที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในงานสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องพิมพ์ดิจิทัลสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ต้องการความรวดเร็วในการผลิต (short lead time) ยอดพิมพ์ครั้งละจำนวนน้อยๆ แต่หลายครั้ง (short run) เปลี่ยนแปลงรูปแบบและขนาดบ่อย เนื่องจากวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้นลง (short product lifecycles) และที่สำคัญวิถีชีวิตของผู้คนมีความเป็นปัจเจกมากยิ่งขึ้น ทำให้งานพิมพ์ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เหมาะสมกับคนแต่ละคนได้ จากรายงานของ Future Market Insights[1] คาดการณ์ว่าตลาดงานพิมพ์ข้อมูลแปรเปลี่ยน (variable data printing) ของโลกจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 12.9 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่าตลาดสูงถึง 31.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2573 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตในกลุ่มของบรรจุภัณฑ์ยาเวชภัณฑ์และอาหารเครื่องดื่ม

[1] Future Market Insight. (2022). Variable data market. Retrieved from https://www.futuremarketinsights.com/reports/variable-data-printing-market

นอกจากเรื่องของเครื่องพิมพ์ดิจิทัลแล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ คือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence; AI) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning; ML) ความเป็นจริงแล้ว AI และ ML ได้เข้ามาในอุตสาหกรรมของเรานานแล้วโดยแฝงตัวอยู่ในรูปแบบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานพิมพ์ต่างๆ เช่น โปรแกรมการจัดวางหน้าที่จะมีปัญญาประดิษฐ์คอยช่วยวางเลย์เอาท์ให้เกิดความสูญเสียของวัสดุใช้พิมพ์น้อยที่สุด (smart layouts) การใช้ AI ช่วยในการควบคุมคุณภาพการผลิตโดยเครื่องจักรสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ การใช้ AI และ ML ในระบบ workflow ทางการพิมพ์และการควบคุมอัตโนมัติต่างๆ การใช้ AI ใน web to print เป็นต้น อีกหนึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาช่วยยกระดับสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีลูกเล่นมากยิ่งขึ้นคือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (augmented reality; AR) คือ เทคโนโลยีโลกเสมือนผสมผสานกับโลกความเป็นจริง ตัวอย่างที่พวกเราคุ้นเคยคือ เกมโปเกมอน ที่เราตามเก็บตัวการ์ตูนตามสถานที่ต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือนั่นเอง จากตัวอย่างนี้สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยี AR นี้มาใส่ในงานพิมพ์ต่างๆ ได้ เพื่อสร้างปฎิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งพิมพ์และผู้บริโภค ผ่านทางดิจิทัลคอนเทนต์ต่างๆ ที่เข้าถึงได้จากโทรศัพท์มือถือ[2] เช่น การออกแบบป้ายโฆษณาที่สามารถถ่ายภาพร่วมกับตัวการ์ตูนได้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่แฝงโฆษณา คำอธิบายสินค้า การใช้งาน หรือเกมต่างๆ การออกแบบแค็ตตาล็อกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถแสดงภาพเสมือนจริงและจัดวางในห้องของเราได้เพื่อดูความสวยงาม แค็ตตาล็อกเสื้อผ้าที่ลูกค้าสามารถลองสวมใส่เสมือนจริงได้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการต่อยอดงานพิมพ์ด้วยเทคโนโลยี AR ทำให้หลายโรงพิมพ์ได้เพิ่มสายงาน IT และดิจิทัลเป็นอีกแผนกหนึ่งที่สำคัญในสายพานการผลิต หลายปีก่อนผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารโรงพิมพ์แห่งนั้นเล่าให้ฟังว่ามีพนักงานประจำและพนักงานอิสระที่ทำงานด้าน IT และดิจิทัลคอนเทนต์กว่า 500 คน และสายงานดิจิทัลคอนเทนต์ทำให้บริษัทมีรายได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) และการวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big data & data analytics) ทำให้รูปแบบการตลาดและการบริหารจัดการมีความสะดวกขึ้นอย่างมากซึ่งเราสามารถมีลูกค้าได้จากทั่วทุกมุมโลก แต่อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีนี้ก็ทำให้โรงพิมพ์ต่างประเทศสามารถแย่งชิงลูกค้าของเราได้เช่นเดียวกัน สิ่งนี้จะนำเราไปสู่โรงพิมพ์อัจฉริยะ (smart printing) ในอนาคตอันใกล้นี้

[2] Margaritopoulos, M. and Georgiadou, E. (2019). The application of augmented reality in print media. J. Print Media Technol. Res. 8 (1), 43-55.

 

เสื้อยืดออกแบบโดย AI ของบริษัท Cross & Freckle (ดูวิดีโอผ่าน QR code)

 

อยู่ร่วมอย่างยั่งยืน (Sustainability)

กระแสความยั่งยืนเป็นแนวโน้มกระแสโลกตัวหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายลำดับที่ 12 ของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก (SDGs) ที่ส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้สืบเนื่องจากการใช้ทรัพยากรโลกที่มีจำกัดอย่างสิ้นเปลืองในอดีตขาดการบริหารจัดการที่ดีและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ปฎิเสธไม่ได้ว่าสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เมื่อผู้บริโภคใช้งานเสร็จสิ้นแล้วจะกลายเป็นขยะในทันที ความท้าทายจึงอยู่ที่เราจะจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างไรเพื่อลดผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แนวทางหนึ่งที่จะตอบโจทย์การใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างยั่งยืนคือ การพัฒนาวัสดุและการบริหารจัดการผลิต ตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าควบคู่กับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม[3] กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่าในปีพ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยประมาณ 25 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นขยะบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของการบริโภค การเติบโตของอาหารสะดวกซื้อและธุรกิจส่งอาหาร ตลอดจนวงจรชีวิตของสินค้าและผลิตภัณฑ์สั้นลงทำให้ต้องเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์บ่อยครั้งขึ้น ทั้งนี้ขยะบรรจุภัณฑ์เกินกว่าครึ่งเป็นขยะบรรจุภัณฑ์จากอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการขยะทั้งจากกระบวนการผลิตและหลังการบริโภคทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (extended producer responsibility; EPR) โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งชีวิตผลิตภัณฑ์ ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงวัสดุใช้พิมพ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกจะทำให้ต้นทุนของการผลิตสูงขึ้นก็ตาม แต่บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากการสนับสนุนจากภาครัฐและการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเจ้าของผลิตภัณฑ์ (brand owner) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย[4]คาดการณ์ว่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีมูลค่าตลาด 1.3 – 1.6 หมื่นล้านบาท ในปี พ.ศ.2568 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 8-10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นเราจะเห็นการนำพลาสติกชีวภาพมาใช้ในงานบรรจุภัณฑ์มากยิ่งขึ้น การใช้งานผลิตภัณฑ์เต็มวงจรผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ (reuse) การจัดการกับสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีตำหนิ (refurbish) การใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (sharing) ตลอดจนการแปรสภาพกลับมาใช้ใหม่ (recycle & upcycle) และกระบวนการออกแบบและผลิตสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด (zero-waste)

[3] Seetharaman, A., Shah, M., and Patwa, N. (2022). A transition to a circular economic environment: food, plastic, and the fashion industry. J. Circular Economy & Waste Management. 2(1), pp. 1-13.

[4] ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, (2563), โอกาสธุรกิจบรรจุภัณฑ์...ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, สืบค้น 13 เมษายน 2565 จาก https://www. kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/GreenPackage-FB-01102020.aspx

 

แบบจำลองการออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มา CO2 Correct B.V.[5]

[5] Schneider, S. (2022). The road to a more sustainable packaging assortment. Retrieved from https://co2-correct.nl/sustainable-packaging/

 

Stephan Scheider จากองค์กร CO2 Correct ได้ให้แนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับผักและผลไม้ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าผักและผลไม้นั้นๆ จำเป็นต้องมีบรรจุภัณฑ์หรือไม่ ถ้าผักและผลไม้นั้นมีผิวหรือเปลือกด้านนอกที่สามารถปกป้องตัวมันเองได้และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยึดอายุการเก็บรักษาเราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ แต่หากผักและผลไม้นั้นมีความเปราะบางและจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อปกป้องและยึดอายุการเก็บรักษาผู้ผลิตควรเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือแปรสภาพกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือหากไม่สามารถเลือกได้อาจจะต้องใช้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก ไม่ให้เกิดเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single use) เมื่อเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์ได้เรียบร้อยแล้วจึงพิจารณาในด้านขนาดของบรรจุภัณฑ์และเปรียบเทียบวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เลือกกับวัสดุอื่นๆ ในมิติของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และอาจจะพิจารณาในด้านการใช้งานประกอบกันด้วย แต่อย่างไรก็ตามแบบจำลองนี้เป็นเพียงแนวคิดพื้นฐานในการเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ซึ่งในเชิงปฎิบัติอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย จะเห็นได้ว่าในเรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนจะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างในประเทศที่ได้ประกาศความร่วมมือในปฏิญญาว่าด้วยความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในที่ประชุม COP26 เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์

นอกจากเรื่องของวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเรื่องของพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่มีความผันผวนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นค่าการระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นและวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้นพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกในอนาคต จากรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ 12 เปอร์เซ็นต์ และมีเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซ CO2 สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ดังนั้นเราจะเห็นภาพที่หลายๆ โรงพิมพ์เริ่มมีการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์เพื่อใช้ในโรงงานและเริ่มใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นพาหนะขนส่งสินค้าแทนรถยนต์พลังงานฟอสซิล

 

การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก (Shift in Economic Power)

ในอดีตที่ผ่านมากลุ่มประเทศมหาอำนาจเดิมที่เรียกว่ากลุ่ม G7 ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และแคนาดา เป็นกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่กุมเศรษฐกิจโลก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านจะเห็นได้ว่ากลุ่ม G7 มีบทบาทและความสำคัญลดลงเรื่อยๆ โดยเศรษฐกิจของโลกได้ถูกเปลี่ยนมาขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงทั้ง 7 ประเทศแทน ได้แก่ จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี ทั้งนี้ด้วยปัจจัยหนุนในด้านของจำนวนและโครงสร้างประชากร การบริโภคภายในประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2573 ประเทศจีนจะมีสัดส่วน GDP ของโลกอยู่ที่ร้อยละ 20 และประเทศอินเดียอยู่ที่ร้อยละ 15 และกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิกจะมีมูลค่าเศรษฐกิจเกินครึ่งหนึ่งของ GDP โลกภายในปี พ.ศ.2593[6] นอกจากนี้วิกฤติการณ์รัสเซีย-ยูเครนยังเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนขั่วอำนาจเศรษฐกิจของโลกดังจะเห็นได้จากเริ่มมีการใช้สกุลเงินหยวนและรูเบิลในการค้าขายระหว่างประเทศ

สำหรับตลาดบรรจุภัณฑ์ของโลกมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในช่วงปีนี้ไปจนถึงปี พ.ศ.2569 ตลาดใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม สำหรับตลาดบรรจุภัณฑ์หลักได้แก่ บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้หลายโรงพิมพ์ที่ต้องการขยายธุรกิจจะต้องหันมามองการขยายกิจการไปในต่างประเทศ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูก และกลุ่มบรรจุภัณฑ์แข็งตัว (rigid packaging) เนื่องจากข้อจำกัดในการส่งออกบรรจุภัณฑ์ที่สิ้นเปลื้องเนื้อที่ในการขนส่ง ทำให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าจึงต้องหันมาใช้บริการโรงพิมพ์ท้องถิ่นในประเทศที่เป็นฐานการผลิตสินค้าแทน ในส่วนของตลาดสิ่งพิมพ์ของโลกจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 675.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ.2574 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 2.1 เปอร์เซ็นต์ ในมุมมองด้านการเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกทำให้ธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มองเห็นโอกาสในการขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย เนื่องจากมีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 3.13 พันล้านคน คิดเป็น 39.13 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนพลเมืองโลก อีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองและถือเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศไทย คือ ประเทศเวียดนาม เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าเข้าสู่เวียดนาม จนได้รับการขนานนามว่าเป็นดาวเด่นแห่งเอเซีย ด้วยปัจจัยพื้นฐานด้านแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมากพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประกอบกับค่าแรงงานที่ถูกกว่าหลายๆ ประเทศ อีกทั้งทำเลที่ตั้งของประเทศเวียดนามยังติดกับจีนและทะเลจีนใต้ทำให้เชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ง่ายและสะดวก เห็นได้จากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติ (FDI) เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7 เปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่องสวนทางกับ FDI ของโลกที่ติดลบอยู่ 10 เปอร์เซ็นต์

[6] Born, D. and Krys, C. (2022). Trend 4 of our trend compendium 2050 revisits globalization, analyzes global power shifts, sectoral transformation, and the debt challenge. Retrieved from https://www.rolandberger.com/en/Insights/Publications/Roland-Berger-Trend-Compendium-2050-Economics-Business.html#!#&gid=1&pid=2

 

 

 

โครงสร้างประชากรกระทบวิถีสังคมใหม่ (Change in Demographic & Lifestyle)

ในปีพ.ศ.2565 โลกเรามีประชากรโดยประมาณ 7.95 พันล้านคน โดยองค์กรสหประชาชาติ[7]คาดการณ์ว่าประชากรโลกจะแตะ 10.88 พันล้านคนในปีพ.ศ. 2643 จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ปริมาณการอุปโภคบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สิ่งนี้ส่งผลดีต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากงานพิมพ์รูปแบบต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคทั้งสิ้น แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างประชากรจะพบว่าจำนวนประชากรในแต่ละช่วงวัยมีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและต่อเนื่องไปยังอนาคต โดยมีแนวโน้มอัตราเด็กเกิดใหม่และสัดส่วนคนหนุ่มสาววัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) เพิ่มขึ้นสวนทาง ทำให้หลายๆ ประเทศต้องทำการบ้านหนักเนื่องจากจะหารายได้ให้เพียงต่อการเลี้ยงดูผู้สูงอายุในประเทศอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร องค์สหประชาชาติคาดการณ์ว่าภายในปีพ.ศ. 2593 ประชากรสูงวัยจะแตะ 1 ใน 5 ของประชากรโลก หรือประมาณ 1.95 พันล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเมืองจีนและอินเดีย ในปัจจุบันนี้ประเทศจีนและอินเดียมีผู้สูงอายุรวมประมาณ 251.27 ล้านคน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น กลุ่มประเทศยุโรปและสแกนดิเนเวีย มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดในราว 20 – 30 เปอร์เซ็นต์

สำหรับประเทศไทยนั้นเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้วในปีนี้ โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุแตะ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นที่เรียบร้อย และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ในอีก 17 ปีข้างหน้านี้ แนวโน้มโครงสร้างประชากรสูงวัยที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสสำหรับเศรษฐกิจใหม่ๆ จากความต้องการสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุทั้งหลาย เช่น ยาและเวชภัณฑ์ อาหารเพื่อสุขภาพ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ธุรกิจบริการสุขภาพ บริการทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุนั่นเอง ดังนั้นการออกแบบสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มีความจำเป็นต้องเข้าใจและเรียนรู้ความต้องการของผู้สูงอายุทั้งหลาย เช่น การออกแบบตัวอักษรและภาพกราฟิกที่เหมาะต่อสภาพการมองเห็นของผู้สูงอายุ การออกแบบฉลากยาอัจฉริยะที่สามารถอธิบายข้อมูลต่างๆ และวิธีการรับประทาน เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากคือรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละเจเนอเรชั่นที่ส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตและการทำงาน ในปัจจุบันนี้คนในกลุ่มเบบี้บลูมเมอร์ หรือ Gen B มีอายุ 58 ปีขึ้นไปซึ่งทั้งหมดกำลังจะเกษียณการทำงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สำหรับแรงงานโรงพิมพ์และสถานประกอบการในปัจจุบันจะเป็นคน Gen X (อายุระหว่าง 41 – 57 ปี) และ Gen Y (อายุระหว่าง 20 – 40 ปี) เป็นหลัก ซึ่งคนทั้งสองเจเนอเรชั่นนี้มีความแตกต่างกันอยู่ ทำให้ผู้บริหารและฝ่ายบุคคลจะต้องทำความเข้าใจถึงลักษณะการใช้ชีวิตและการทำงานของคนทั้งสองกลุ่มนี้ เพื่อใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการกำลังคนในการผลิต สำหรับกลุ่มคน Gen X นั้นให้ความสำคัญกับสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิต ทำงานตามหน้าที่ มีความอดทนและความเชื่อมั่นในตนเองสูง ไม่เปลี่ยนงานบ่อย กล้าคิด กล้าทำ ชอบความท้าทาย แต่มีข้อเสียคือมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานได้ยากชอบฉายเดี่ยวไม่ชอบทำงานเป็นทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องร่วมงานกับคนเจเนอเรชั่น ไม่ชอบทำงานนอกเวลา ดังนั้นการทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้จะต้องพูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมเสียเวลา ให้นโยบายหรือแนวทางการทำงานกว้างให้โอกาสแสดงความสามารถและแก้ไขปัญหาเอง อย่าจุกจิกและบงการวิธีทำงาน และพยายามอย่าสั่งงานในวันหยุด สำหรับกลุ่มคน Gen Y นั้นให้ความสำคัญกับตัวเองสูง รักอิสระ มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีความสามารถด้าน IT ชอบทำงานเป็นทีม แต่มีข้อเสียคือ ความอดทนต่ำ ไม่ชอบให้ใครตำหนิ และเปลี่ยนงานบ่อยโดยมักให้เหตุผลว่าไม่ใช่ทางของตนเอง ใช้เวลาว่างหาความสุขให้กับชีวิต ชอบปาร์ตี้ การทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้จะต้องทำให้รู้สึกว่าเค้าคือคนสำคัญขององค์กร เชื่อใจในการทำงาน เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น มอบหมายงานที่ท้าทายให้ หมุนเวียนเปลี่ยนให้ทำงานใหม่ๆ ตลอดเวลา คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักหันไปรับงานอิสระมากกว่าสังกัดอยู่ในองค์กรหรือบริษัท เวลารับงานหรือทำงานมักจะพิจารณาว่าค่าตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานในปีหน้าคือกลุ่มคน Gen Z (อายุน้อยกว่า 19 ปี) คนกลุ่มนี้ถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง มีความเปิดกว้างทางความคิด ยอมรับความแตกต่างและความหลากหลาย สามารถทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ ต้องการคำอธิบายในทุกๆ เรื่อง เช่น ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร เรียนรู้ได้เร็ว ชอบข้อมูลสั้นๆ ชอบเทคโนโลยี การทำงานกับคนกลุ่มนี้ต้องเน้นเรื่องเทคโนโลยีเข้าไว้ เช่น สอนงานผ่านสื่อออนไลน์ให้เรียนรู้เอง ใช้เทคโนโลยีในการทำงาน เน้นการทำงานเชิงคุณภาพและบรรลุเป้าหมายของงานเป็นหลัก ไม่เน้นการตอกบัตรลงเวลาทำงาน สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในออฟฟิตตลอดเวลา ให้โอกาสในการแสดงความสามารถและให้บทบาทที่สำคัญในการทำงาน ทั้งนี้หากบริษัทและโรงพิมพ์ต่างๆ เข้าใจในบริบทที่ว่านี้การบริหารจัดการในองค์กรก็จะทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

[7] United Nation. (2021). Global population growth and sustainable development. New York. United Nation Publication.

 

 

จากกระแสแนวโน้มโลกปฎิวัติธุรกิจด้วยโลกดิจิทัล อยู่ร่วมอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก และโครงสร้างประชากรวิถีสังคมใหม่ เป็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เป็นโอกาสให้กับธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ทั้งในแง่ของการปรับเทคโนโลยีในการผลิต การสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมใหม่ด้านสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาวัสดุ การสร้างโอกาสและขยายช่องทางการตลาดใหม่ๆ ที่กำลังเติบโต รวมถึงการบริหารจัดการองค์กร โรงพิมพ์ต่างๆ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการรับจ้างผลิตตามสั่ง เป็นการสร้างสรรค์แนวความคิดและเสนอรูปแบบสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งหากองค์กรใดสามารถปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้สอดคล้องกับกระแสแนวโน้มโลกที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะทำให้องค์กรนั้นสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

บทความโดย

ผศ.ดร.อุรวิศ ตั้งกิจวิวัฒน์

สาขาวิชาเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า